การศึกษาสัมพันธภาพของปัจจัยการส่งเสริมคลัสเตอร์ที่มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันฯ

|
ปัจจัยการส่งเสริมคลัสเตอร์ที่มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสมาชิก ปก 2

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

รายงานการศึกษาสัมพันธ์ภาพของปัจจัยการส่งเสริมคลัสเตอร์ที่มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสมาชิกคลัสเตอร์ กรณีศึกษา:สมาชิกคลัสเตอร์กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องหนัง และกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่ใช้ในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ศึกษาถึงการเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันของภาคธุรกิจ SMEs จากการรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์และศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการส่งเสริมกลุ่มคลัสเตอร์ที่มีผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสมาชิกคลัสเตอร์โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้ศึกษาสร้างข้ึนเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างที่เป็นสมาชิกคลัสเตอร์ของทั้ง 3 กลุ่มจำนวน 39 กิจการและการสอบถามความคิดเห็นจากการประชุมกลุ่มย่อยแล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS / PC+ สถิตที่ใช้ได้แก่ การใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรโดยใช้ Chi–SquareTest และการใช้ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ (r) การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการศึกษาข้อมูล พื้นฐานธุรกิจการส่งเสริมการรวมกลุ่มการสร้างโอกาสทางการตลาดการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มการส่งเสริมของภาครัฐและบทบาทผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA) ซึ่งเป็นปัจจัยตัวแปรอิสระว่า มีความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในด้านความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างนวัตกรรมซึ่งเป็นตัวแปรตามโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรู้ปัจจัยตัวแปรอิสระ รู้ปัจจัยตัวแปรตามและ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามผลการศกึษาพบว่า

  1. ข้อมูลพื้นฐานทางธุรกิจ โดยรวมของสมาชิกคลัสเตอร์เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถึงร้อยละ 97.4 มีรูปแบบการบริหารธุรกิจเป็นสากลจานวนมากคือการจดทะเบียนในรูปบริษัทร้อยละ 82.0 ประเภทธุรกิจของสมาชิกกลุ่มเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ (ผู้ผลิตวัตถุดิบ) ร้อยละ 17.9 อุตสาหกรรมกลางน้ำ (ผู้ผลิตกึ่งสำเร็จรูป) ร้อยละ 41.0 อุตสาหกรรมปลายน้ำ (ผ้ผูลิตสินค้า สำเร็จรูป) ร้อยละ 33.4 และผู้ให้บริการสนับสนุน ร้อยละ 7.7 ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลหะ ร้อยละ 40.2 อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ร้อยละ 35.9 และ อุตสาหกรรมเครื่องหนัง ร้อยละ 17.9 สมาชิกใช้เงินลงทุนต่ำกว่า 10 ล้านบาท ร้อยละ 33.3 เงินลงทุน ตั้งแต่ 10–100 ล้านบาทร้อยละ 51.3 และเงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ร้อยละ 15.4 สำหรับยอดขายของสมาชิกคลัสเตอร์มีรายได้/ปีต่ำกว่า 36 ล้านบาท ร้อยละ 33.3 รายได้ตั้งแต่ 36 – 100 ล้านบาท ร้อยละ 30.8 และรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท ร้อยละ 35.9 และผลการศึกษาความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พบว่าประเภทธุรกิจมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิตที่ส่วนขนาดของธุรกิจ รูปแบบการบริหารธุรกิจ และชนิดของสินค้าไม่มีความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
  2. การส่งเสริมการรวมกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างสมาชิกคลัสเตอร์มีความคิดเห็นว่าก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย X=3.91 ) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพการสร้างนวตักรรม และในภาพรวมทั้ง 3 เรื่อง พบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05
  3. การสร้างโอกาสทางการตลาดกลุ่มตัวอย่างสมาชิกคลัสเตอร์มีความเห็นว่าเมื่อ รวมกลุ่มแล้วก่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยX=3.62) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัตกรรม และในภาพรวมทั้ง 3 เรื่อง พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
  4. การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตกลุ่มตัวอย่าง สมาชิกคลัสเตอร์มีความเห็นว่าเมื่อรวมกลุ่มแล้วก่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยX=3.58) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพการสร้างนวัตกรรมและในภาพรวมของทั้ง 3เรื่องพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05
  5. การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างสมาชิกคลัสเตอร์มีความเห็นว่าเมื่อรวมกลุ่มแล้วการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ยX=3.63) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัต กรรม และในภาพรวมของทั้ง 3 เรื่อง พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
  6. การส่งเสริมของภาครัฐ กลุ่มตัวอย่างสมาชิกคลัสเตอร์มีความเห็นว่า เมื่อกลุ่มได้รับการส่งเสริมสนับสนุนแล้วเกิดประโยชน์ต่อสมาชิกในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย X = 3.94) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัตกรรม และในภาพรวมของทั้ง 3 เรื่องพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05
  7. บทบาทผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA) กลุ่มตัวอย่างสมาชิกคลัสเตอร์มีความเห็นว่าผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA) มีความสำคัญกับการรวมกลุ่ม ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยX =3.87) และเมื่อหาค่าความสัมพันธ์กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเรื่องความรู้ทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัตกรรม และในภาพรวมของทั้ง 3 เรื่องพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05
    สรุปได้ว่าปัจจัยตัวแปรอิสระทั้ง 7 ข้อมีผลต่อการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์และผลการพัฒนาทำให้สมาชิกคลัสเตอร์มีขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจเพิ่มขึ้นทั้ง ด้านความรู้ทางธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพ การสร้างนวัตกรรม และในภาพรวมของทั้ง 3 ด้าน (ตัวแปรตาม) แสดงให้เห็นว่าปัจจัยตัวแปรอิสระมีความสัมพันธ์กับปัจจัยตัว แปรตามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ .05

ข้อเสนอแนะ

  1. การขยายผลการส่งเสริมคลัสเตอร์ในภาพรวมของปัจจัยการส่งเสริมคลัสเตอร์ พบว่ามีผลต่อการเพิ่มขีดความสามรถในการแข่งขันดังนั้นหากภาครัฐจะนำเครื่องมือคลัสเตอร์ไป ขยายผลก็ควรจัดสรรงบประมาณและกำลังคนให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับกับการดำเนินงานนี้เป็น การเฉพาะแต่ไม่ควรมอบหมายงานนี้โดยไปเพิ่มภาระให้กับกลุ่มงานที่มีงานประจารองรับอยู่แล้ว การพัฒนาในลักษณะคลัสเตอร์มิใช่เพียงการจ้างที่ปรึกษามาพัฒนากลุ่ม แต่ต่้องให้เจ้าหน้าที่ร่วมงานกับกลุ่มอย่างใกล้ชิดในลักษณะฝังตัวอยู่กับกลุ่มจนได้รับความไว้วางใจและเป็นหนึ่งใน สมาชิกกลุ่มจะได้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ของกลุ่มรวมทั้งปัญหาอุปสรรคต่างๆที่กลุ่มต้องเผชิญอยู่เพื่อจะได้ช่วยเหลือดำเนินการแก้ไขได้ทันการณ์และกลุ่มสามารถปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
  2. นโยบายการส่งเสริมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนากลุ่ม โดยกิจกรรมต่างๆ ล้วนทำให้สมาชิกคลัสเตอร์เกิดการเพิ่มขึ้นของขีดความสามารถการแข่งขัน เมื่อวิเคราะห์ลงลึกในเนื้อ หาและวิธีการต่างๆ พบว่าเป็นเรื่องเฉพาะที่ลงลึกตามความต้องการของสมาชิกดังนั้นการส่งเสริมพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงต่อไปควรเน้นกิจกรรมสนับสนุนในด้านการเพิ่มขีดความสามารถเฉพาะเรื่อง เฉพาะสาขาอุตสาหกรรมอย่างเจาะจงตามความต้องการ และตามความจำเป็นเร่งด่วนต่อการพัฒนาธุรกิจจะช่วยให้เกิดผลในทางปฏิบัตได้มากขึ้นและเป็นการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งผู้รับบริการก็มีความพึงพอใจและสามารถนำองค์ความรู้เฉพาะไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง
  3. การบริหารการส่งเสริมคลัสเตอร์สาหรับการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ควรมีความต่อเนื่องในเชิงระยะยาว ซึ่งในแต่ล ะช่วงของการพัฒนา ก็จะมีเป้าหมายและการดำเนินงานที่แตกต่างกันจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการส่งเสริมสนับสนุน ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มคลัสเตอร์ และสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจเกิดการพัฒนาเติบโตเข้มแข็งและอยู่ได้อย่างยั่งยืน
  4. การคัดเลือกกลุ่มคลัสเตอร์เพื่อการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ เป็นการพัฒนาที่เกิดผลในระยะยาวดังนั้นหากคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรือไม่มีศักยภาพหรือยังไม่มีความพร้อมหรือศักยภาพ ของการแข่งขันทางธุรกิจยังไม่ชัดเจนจะทำให้เกิดความสญูเปล่าของการใช้ทรัพยากรงบ ประมาณระยะเวลาที่ใช้ไปรวมทั้งอัตรากำลังคนที่ได้ทุ่มเทเข้าไปสู่กระบวนการพัฒนากลุ่มดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนายกระดับความสามารถในการแข่งขันเชิงกลุ่ม มิใช่เชิงธุรกิจเดี่ยว
    การให้การสนับสนุนกลุ่มคลัสเตอร์เป็นการช่วยผู้ประกอบการทั้งห่วงโซอุปทานเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงระบบเนื่องจากเมื่อสมาชิกเข้มแข็งแล้วกลุ่มก็จะเข้มแข็งตามเมื่อกลุ่มเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะมีความเข้มแข็งตามไปด้วย ซึ่ง ท้ายที่สุดประเทศก็จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นดังนั้นการเสนอทางออกบางประการข้างต้นจึงเป็นแนวทางหนึ่งของการนำไป ปรับใช้เพื่อการพัฒนาประเทศให้เติบโตและยั่งยืนในระยะยาว