การศึกษาเพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบปัจจัยที่ผลต่อการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม

|
การศึกษาเพื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม ปก 2

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

จากนโยบายและยุทธศาสตร์ต่างๆ ของรัฐบาลและกระทรวงอตุสาหกรรมที่เน้นการส่งเสริม การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจหรือการรวมกลุ่มอตุสาหกรรม(Cluster)เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจและอตุสาหกรรมของประเทศกรมส่งเสริมอตุสาหกรรมจึง ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาการรวมกลุ่มอตุสาหกรรมมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 ซึ่งในปีงบประมาณ 2549 – 2552 กรมส่งเสริมอตุสาหกรรมได้สนับสนุนการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งสิ้น 42 กลุ่ม อย่างไรก็ตามเนื่องจากความจำกัด และความครบถ้วนของข้อมูล การสรุปแนวโน้มของการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรมตลอดจนปัจจัยที่เป็นเหตุและผลของการพัฒนาในระยะแรกนั้น ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจนด้วยการใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณขั้นสูง แต่เมื่อการสนับสนุนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมได้ดำเนินการมาจนถึงปีงบประมาณ 2552 โดยได้มีการติดตามประเมินผลการพัฒนามาโดยตลอดจนกระทั่งมีฐานข้อมลู ที่ค่อนข้างสมบรูณ์ ดังนั้นจึงเห็นความสำคัญที่จะได้มีการศึกษาและวิเคราะห์เพื่อทราบผลการพัฒนากลุ่ม โดยอาศัยวิธีการวิเคราะห์เชิงปริมาณขั้นสูงขึ้นดังเช่นการวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์ (Path Analysis) โดย การศึกษาและวิเคราะห์ในครั้งนี้มีวัตถปุระสงค์ที่สาคัญ 2 ประการคือ

  1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้ปัจจัย กระบวนการ และผลลัพธ์ของการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรม รวมทั้ง ปัญหาและอปุสรรคของการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรม
  2. เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความสำคัญของการใช้ปัจจัยและกระบวนการในการพัฒนาที่มีตอ่ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรม

โดยสามารถสรุปผลการศึกษาและการวิเคราะห์ได้ดังนี้
สรุปผลการศึกษา
การบรูณาการผลการศึกษาเพื่อประเมินผล เปรียบเทียบและวิเคราะห์หาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการทั้งในเชิงคณุภาพและเชิงปริมาณสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ผลการวิเคราะห์บริบท
    กรมส่งเสริมอตุสาหกรรมเห็นและตระหนักถึงความสาคัญที่จะต้องส่งเสริมให้วิสาหกิจ ภายในพื้นที่เกิดการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาและส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจ ไทยตามนโยบายของกรมส่งเสริมอตุสาหกรรมที่ได้กาหนดไว้ จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง พื้นฐานของกลุ่มอตุสาหกรรมที่มีปัจจัยการผลิตหรือแหล่งวัตถุดิบอยู่ในประเทศทำให้ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ การมีตลาดที่รองรับสินค้าทั้่งในระดับ บน กลาง และล่าง ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสนับสนุนให้การรวมกลุ่มอตุสาหกรรมเกิดประโยชน์ได้ดังเป้าประสงค์ที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม หากสามารถคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสาคัญ ในพื้นที่และได้รับการยอมรับ ในระดับจังหวัดน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้การรวมกลุ่มอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จได้ รวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเข้า
    ปัจจัยเข้าที่เกื้อหนุนต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมได้แก่ คุณภาพของวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ และที่ปรึกษาโครงการที่ได้รับการประเมินว่า มีคุณภาพและความพร้อมในระดับ ปานกลางถึงค่อนข้างสูง แต่ปัจจัยที่อาจเป็นอปุสรรคต่อการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรม ได้แก่ การบริหารโครงการที่ในส่วนการจัดตั้งคณะทำงานไม่ชัดเจน รวมทั้งความไม่พอเพียงของงบประมาณ เจ้าหน้าที่ และวัสดุ ครุภัณฑ์ในการดำเนินงานโครงการซึ่งล้วนมีผลในด้านลบต่อการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม สำหรับความพร้อมของวิสาหกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรมแสดงให้เห็นว่าการคัดเลือกวิสาหกิจเข้าร่วมในการพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรมนั้นมีความสำคัญ กล่าวคือหากวิสาหกิจที่เข้าร่วมกลุ่มอุตสาหกรรมมีความพร้อม และมีความรู้ความเข้าในหลักการ และกระบวนการพัฒนาการรวมกลุ่มที่ดีย่อมส่งผลให้วิสาหกิจ ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันและทำให้ประสิทธิผลของโครงการเพิ่มขึ้น
    นอกจากนี้ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ประสิทธิผลของโครงการเพิ่มขึ้นนั้น ได้แก่การรับรู้ข้อมลูข่าวสารของผู้ดำเนินการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม และคุณภาพของที่ปรึกษาโครงการ เนื่องจากหากผู้ดำเนินโครงการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรวมกลุ่มอย่างต่อเนื่องจะเป็นส่วนสนับสนุนให้การดำเนินการมีแนวทางในการพัฒนาที่ชัดเจนและย่นระยะเวลาการพัฒนาให้สั้นลง รวมทั้งหากสามารถจัดจ้างที่ปรึกษาที่มีความรู้ และความชำนาญในด้านการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนให้ประสิทธิผลของการดำเนินงานโครงการเพิ่มสูงขึ้น
  3. ผลการวิเคราะห์กระบวนการ
    ปัจจัยด้านกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมให้การพัฒนาการรวมกลุ่มเป็นไปอย่างรวดเร็วคือ การที่การพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมมีแผนในการพัฒนาที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางกากับทิศทางในการพัฒนาของกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งการริเริ่มดำเนินการของการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมนั้น มีผลต่อประสิทธิผลของการดำเนินงานโครงการมากที่สุด โดยมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประสิทธิผลของการดำเนินงานโครงการ เนื่องจากหากในขั้นการริเร่ิมดาเนินการพัฒนานั้น ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนภายในพื้นท่ีจะทำให้การพัฒนากลุ่มอตุสาหกรรมได้รับการยอมรับ และสนับสนุนจากทุกหน่วยงานที่เก่ียวข้องซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญส่งเสริมให้การพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม ประสบความสำเร็จนอกจากนี้หากการริเร่ิมการรวมกลุ่ม ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนย่อมส่งผลให้การบริหารการรวมกลุ่มประสบความสาเร็จอีกด้วยซึ่งสะท้อนได้จากผลทางอ้อมของการริเร่ิม ดำเนินการท่ีส่งผ่านไปยังการบริหารการรวมกลุ่มและส่งผลให้การบริหารการรวมกลุ่มนั้นเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญ ในลำดับต่อมา ถัดจากขั้น การริเริ่มดาเนินการสำหรับการติดตามประเมินผลพบว่าเป็นอีกตัวแปรที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมสะท้อนให้เห็นว่าการติดตามและประเมินผลของเจ้าหน้าที่ผ้ดูแล รับผิดชอบโครงการและที่ปรึกษาโครงการเป็นกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมให้การดำเนินงาน โครงการมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเนื่องจากการติดตามและประเมินผลนั้นช่วยทำให้ค้นพบปัญหาได้รวดเร็ว (หากเกิดปัญหาในการดำเนินการพัฒนา) และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันการณ์
  4. การวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการ
    ผลการเปรียบเทียบการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมในปีงบประมาณ 2549-2552 แสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการดำเนินงานโครงการได้บรรลุวัตถปุระสงค์ของโครงการในระดับค่อนข้างสูง จนถึงสูงทั้งในด้านการสร้างความตระหนัก และเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม ให้แก่วิสาหกิจ การส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจ การสนับสนุน การกระตุ้น เศรษฐกิจภายในประเทศ และการเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่วิสาหกิจ รวมทั้ง มีความคุ้มทุนในการดำเนินงานทั้ง ทางด้านการเงินและ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ปัจจัยแวดล้อมของโครงการมีคุณภาพที่ค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม แม้ว่าประสิทธิผลระดับที่2 ตามการบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับ ต่ำ แต่เมื่อมีการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้อัตราประสบประสิทธิผลมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น
  5. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ
    ปัญหาที่พบมากที่สุด ในการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2549-2552 คือปัญหาที่เกิดจากวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ ปัญหาด้านทัศนคติของวิสาหกิจ ปัญหาด้านความร่วมมือของ วิสาหกิจที่เข้าร่วมสมาชิกวิสาหกิจขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและไม่เห็น ถึงความสำคัญและประโยชน์ที่แท้จริงที่ได้จากการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมรองลงมาคือปัญหาด้านการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการด้านการติดต่อสื่อสารและการประสานงาน เนื่องจากการสื่อสารข้อมูล ข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างกระชั้นแชิลดะมีความล่าช้า

ข้อเสนอแนะ

การศึกษาในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อให้โครงการเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในระดับที่เพิ่มขึ้นต่อไปดังนี้

  1. ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ ในการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม
    1. การจัดทำ MOU กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมโดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมในภมูิภาคต่างๆ ควรมีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานบริหารในระดับจังหวัดในการดำเนินโครงการเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักและการรับรู้ถึงการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ร่วมกัน และควรมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมกับกรมส่ง เสริมอุตสาหกรรม ในลักษณะการทำความเข้าใจร่วมกัน (Memorandum of Understand:MOU)
    2. การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม ควรเปิดโอกาสให้วิสาหกิจได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นเป้าหมายในการรวมกลุ่มที่สอดคล้องตรงกันระหว่างสมาชิกและเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแลผู้รับผิดชอบโครงการ
    3. การพัฒนา CDA อย่างต่อเนื่อง ควรมีการจัดฝึกอบรมพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพของผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA) อย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจให้สามารถเชื่อมโยงและประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการและสมาชิกกลุ่ม รวมท้ังเพื่อให้วิสาหกิจสามารถบริหารจัดการและขับเคลื่อนการดำเนินงานของกลุ่มกันเองได้ ถึงแม้ว่าภาครัฐจะลดการสนับสนุนลงก็ตาม
    4. การสนับสนุนข้อมูลข่าวสารท่ีจำเป็นควรสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนากลุ่ม อุตสาหกรรมให้เพิ่มขึ้น เช่น การทำจดหมายข่าว หรือวารสารเช่น “คลัสเตอร์สาร”เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและการนำเสนอกรณีตัวอย่างที่ประสบความสาเร็จ (Best Practice) แก่สมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นประจำและต่อเนื่อง
    5. การสนับสนุนคลัสเตอร์ตามผลการดาเนินงาน ควรมีการติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องทุกปีงบประมาณเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเป็น การพิจารณาตามผลการดำเนินงาน (Result Based Budgeting) ในแต่ละพื้นที่โดยอาศัยผลการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลประกอบการพิจารณาเป็นสำคัญรวมทั้งการสนับสนุน งบประมาณในลักษณะ Matching Fund
    6. การคัดเลือกท่ีปรึกษาโครงการ ควรมีแนวทางการคัดเลือกท่ีปรึกษาโดย อาจพิจารณาจากคุณสมบัติของท่ีปรึกษาโครงการดังเช่น ท่ีปรึกษาโครงการควรเป็นหน่วยงานท่ีมีบุคลากรเพียงพอและมีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ในกรณีท่ีท่ีปรึกษามีผลการดำเนินงานท่ีดี ควรพิจารณาว่าจ้างอย่างต่อเน่ืองเพ่ือให้การพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ
    7. การส่งเสริมการลดต้นทุน การดำเนินงานในระยะต่อไปควรกำหนดแนวทางการสนับสนุน งบประมาณโดยส่งเสริมให้กิจกรรม ร่วมลดต้นทุน เป็นกิจกรรมบังคับ อาทิการร่วมซื้อ วัตถุดิบที่ต้องมีการดาเนินการร่วมซื้อ วัต ถุดิบ อย่างน้อย 1-2 รายการ ทุกปี เป็นต้น
    8. การส่งเสริมการใช้เคร่ืองจักรและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันควรสนับสนุน ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรร่วมกัน ภายในกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรม บางประเภทมีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรที่คล้ายคลึงกัน แต่ยังมีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในระบบการผลิตไม่มากนักรวมถึงการเชื่อมโยงกันระหว่างสมาชิกเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและเทคนิคในการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลดต้นทุนการผลิตด้วย
    9. การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมของกลุ่มอุตสาหกรรม ควรมีแบบแผนการพัฒนานวัตกรรมที่ชัดเจนตามลำดับขั้น โดยเริ่มจากการส่งเสริมการสร้างมาตรฐานสินค้าภายใน กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแบรนด์และสัญลักษณ์ด้านมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า ในนามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ภายในกลุ่มอุตสาหกรรมต่อไป
  2. ข้อเสนอแนะสาหรับการศึกษาครั้งต่อไป
    การศึกษาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในการติดตามประเมินผลการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาพรวมและการสนับสนุน ให้มีการศึกษาในรายกลุ่มอุตสาหกรรม รวมทั้ง การวิเคราะห์โดยใช้ Path Analysis ควรมีการศึกษาในโอกาสต่อไปเนื่องจากระยะเวลาการพัฒนาน่าจะมีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนา กลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ในหลักการทั่วไป (Generalization) และเป็นต้นแบบในการกำหนดแนวทางการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมตามปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลสำเร็จในอนาคต